ทุกวันนี้"ชาลอต โทณวณิก" ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนภาพใหม่ของธนาคารศรีอยุธยา ธนาคารเก่าแก่ ที่ขึ้นชื่อว่า “อนุรักษนิยม”มากที่สุด ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ล้ำยุคมากที่สุด ในคราบรีเทลแบงก์กิ้ง แห่งแรกของเมืองไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นได้กลายเป็น “ต้นทุน” ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ ในบทของนักการเงินซึ่งมีส่วนผสมของนักการตลาดหัวก้าวหน้า กล้าทำในสิ่งใหม่ กล้าเปลี่ยนแปลง
ชื่อ "ชาลอต" ของเธอ ไม่ได้เป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์อย่างที่หลายคนเข้าใจ เธอเป็นหญิงไทยแท้ กำเนิดมาในตระกูล "โทณวณิก" ตระกูลเก่าแก่ของเมือง ไทย
ปู่คือพระยาโทณวณิกมนตรี เคยดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างปี พ.ศ.2470 แต่ที่ได้ชื่อเป็นอังกฤษ เนื่องจากไปคลอดในโรงพยาบาลควีนส์ชาลอต เมืองเคนซิงตัน ประเทศอังกฤษก็เท่านั้น
6 ปี ในโลกใหม่บนเส้นทางบันเทิง นับตั้งแต่ที่ชาลอตเริ่มชิมลางเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับช่อง 7 ในปี 2545 เมื่อครั้งที่ห้องทำงานอยู่บนชั้น 3 อาคารต้นสน ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝ่ายการตลาด บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ กระทั่งเข้ามานั่งเต็มตัวในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ บริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด(มหาชน)
วันนี้ ชาลอต กำลังบอกกับ“Businessthai” ถึงเป้าหมายใหม่และเส้นทางใหม่ของอาณาจักรมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษ ในฐานบัญชาการของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ย่านถนนลาดพร้าว เมื่อสัปดาห์ผ่านมา
ถ้า Success Story ครั้งแรกในการทำงานของ ชาลอต คือ การสร้างธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้เป็นรีเทลแบงก์กิ้งแห่งแรกของเมืองไทยแล้ว เป้าหมาย Success Story ครั้งต่อไปของเธอในช่วงเวลาที่เหลือก็คือ การผลักดันให้มีเดีย ออฟ มีเดียส์ กลายเป็นเจ้าแห่งธุรกิจบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเช่นเดียวกัน
“ทีวีดาวเทียม” เวทีแห่งใหม่
เกือบ 3 ปี ที่ชาลอต ใช้เวลาปัดกวาดอาณาจักรแห่งใหม่ ให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือ จากเอเยนซี และสปอนเซอร์ต่างๆ รวมถึงความคาดหวังจากเจ้าสัวกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ใช้ช่อง 7 ซึ่งเป็นธุรกิจเดียวของตระกูลที่ยังถือหุ้นใหญ่ เทคโอเวอร์กิจการนี้ ต่อจาก 2 สามีภรรยา โฆสิต สุวินิจจิต และ ยุวดี บุญครอง
ผลงานที่ผ่านมาในตำแหน่งซีอีโอ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ อดีตแบงเกอร์ ผู้นี้อาจกล่าวได้ว่า “สอบผ่าน”หากวัดจากผลประกอบการนับแต่ปี 2549 จนถึงปี 2550 โดยในปี 49 มีรายได้ 866 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 120 ล้านบาท และในปี 50 มีรายได้ 900 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 116 ล้านบาท ซึ่งไม่เลวจนเกินไปนัก
แม้เธอจะบอกว่าปีที่แล้ว น่าคะแนนจะได้สูง เพราะลดค่าใช้จ่ายไปได้จำนวนมาก ทำให้บริษัทไม่มี “ไขมัน” แต่สิ่งพลาดเป้าไปก็คือ การคาดหวังที่จะ Take Off ในปี 50 กลับไม่สำเร็จ อีกทั้งแผนที่จะนำคอนเทนต์ไปต่อยอดก็ไม่คืบหน้า
เชื่อไหมว่า ....สาเหตุของเรื่องนี้มาจาก การเป็นบริษัทลูกของช่อง 7 !
สถานภาพของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ในสายตาภายนอก ผู้ผลิตหลายคนอาจอิจฉา เพราะเป็นบริษัทลูกของ สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งอย่างช่อง 7 ที่ถือหุ้นถึง 75% ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้น กลับทำให้รายการของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ “ไม่มีเวทีแสดงผลงาน”
“ถึงจะมีข้อดีในแง่ของความเชื่อถือจากเอเยนซี แต่ก็มีข้อจำกัด ในเรื่องของเวทีแสดงผลงาน เพราะในสถานภาพที่มีช่อง 7 ถือหุ้นอยู่ ลำบากในการไปขอเวลากับช่องอื่นเขามองว่าเรารวยแล้ว เราแข็งแรงแล้ว ก็เลยพิจารณารายอื่น แม้แต่ช่อง 7 ซึ่งเป็นบริษัทแม่เอง ก็มีผู้ผลิตประจำที่เป็นลูกค้าเก่ามายาวนาน เมื่อเขาขอเวลาก็จะมาเอากับบริษัทลูกก่อน”
เมื่อมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ไม่เพียงข้ามไปรับงานช่องอื่นได้ยากแล้ว ขณะช่อง 7 สีเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ยืนเพียงแห่งเดียวก็ไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจปรารถนา ดังนั้นเป้าหมายทางธุรกิจของชาลอต จึงไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
โดยเฉพาะภาพใหม่ของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่ชาลอตวางไว้ว่าจะเป็น “ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงครบวงจร”คงจะเดินไปสู่เป้าหมายลำบาก หากไม่มีเวทีให้โชว์ผลงาน
กระนั้น เธอยังดิ้นหาทางออกจนได้ ........
พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 ที่ประกาศรับรองให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี สามารถมีโฆษณาได้เหมือนฟรีทีวี โดยมีเวลาในการโฆษณาเฉลี่ย 6 นาทีต่อ 1 ชั่วโมง คือทางออกนั้น !
“ตรงนี้เป็นโอกาส ที่เราจะก้าวออกไปจากธุรกิจผลิตคอนเทนต์ป้อนช่อง 7 อย่างเดียว ซึ่งเป็น “แนวดิ่ง” แต่สำหรับโมเดลของทีวีดาวเทียมนี้ เราสามารถเป็น “เจ้าของสถานีเอง”และยิ่งถ้าเราเป็น First Mover ก็ยิ่งทำให้สามารถสร้าง Brand Awareness ในใจผู้คนได้ก่อน”
บทเรียนจากที แชนนัล
เวลา 20 ปีที่อยู่กับแบงก์ศรีอยุธยา จนชาลอต สามารถคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ว่า ออกผลิตภัณฑ์ใดแล้วจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งมีเครื่องมือที่ชัดเจนในการวัดผลว่าใช่หรือไม่ใช่
แต่กับมีเดีย ออฟ มีเดียส์ กลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะบนถนนมายาแห่งนี้ นอกจากไม่มีกรอบวัดผลที่ชี้ชัดถึงผลิตภัณฑ์แต่ละตัวแล้ว เธอยังต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมาย และทำความเข้าใจกับชิ้นงานที่ออกไป เพราะรายการต่างๆที่นำเสนอ จะเล่นกับรสนิยมของคน ซึ่งมีความแปรปวนสูง และคาดเดาทิศทางลำบาก โดยเฉพาะกระแสต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
แน่นอนว่า ยักษ์ใหญ่วงการสื่อที่อยู่มานานทั่วโลก ต่างก็เคยเผชิญกับห้วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนถ่าย บางรายที่ปรับตัวไม่ได้ ก็เริ่มก่อตัวจากรอยแยกเล็กๆ แล้วกลายเป็นเหวลึกที่ดำมืดในภายหลัง แต่ที่ปรับตัวได้ ก็สามารถนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน
ที แชนนัล ถือเป็น “บทเรียน”ที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาลอตในการทำทีวีดาวเทียมในปี 2548 ห้วงนั้น โมเดล ที แชนนัล มีแต่ค่าใช้จ่าย ไม่มีรายได้ แม้ว่าชาลอตจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี และเรียนรู้การทำทีวีดาวเทียมมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้
“ทีวีดาวเทียมไม่ใช่เรื่องใหม่ของเรา ก่อนหน้าเราก็เคยมีที แชนนัลมาแล้ว อันนั้นคือ โมเดลคล้ายกันที่จะทำในวันนี้ เพียงแต่ตอนนั้น แจ้งเกิดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม องค์ประกอบยังไม่พร้อมด้านรายได้ ไม่มีทั้งกฏหมายรองรับ และเอเยนซีก็ไม่ให้ความสนใจ ”เธอ ยอมรับ
แต่ก็ใช่ว่า ที แชนนัล จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ของกระแสแล้ว ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในช่องเคเบิลทีวี แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดในการหาโฆษณา และมีต้นทุนสูง ทำให้ในเดือนมิถุนายน 2550 ชาลอตตัดสินยกเลิก และเปลี่ยนมาดำเนินการในรูปแบบการรับจ้างผลิตรายการช่องสถานีลูกทุ่งให้กับ บมจ.ทรู วิชั่นส์ และบมจ.วิชั่นส์ เคเบิล ปัจจุบันออกอากาศทางทรู วิชั่นส์ ช่อง 28

โอกาสของมีเดีย ออฟ มีเดียส์
แม้จะไม่มีการห้ามโฆษณาอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า ในอดีตการทำธุรกิจเคเบิล มีรายได้หลักมาจากการบอกรับสมาชิก และน้อยคนนักที่จะทราบว่าเม็ดเงินเฉพาะการเก็บค่าสมาชิกในท้องตลาดสูงถึงปีละ 6,000-7000 ล้านบาท
จากการประมาณการณ์ของสมาคมเคเบิล คาดว่ามีฐานผู้ชมอยู่ 2.5 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 10 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีการเก็บค่าสมาชิกขั้นต่ำสุด 200 – 4,000 บาท ขณะที่ทีวี ดาวเทียม ก็มีรายได้หลักมาจากการขายจาน
ดังนั้นจุดขายของธุรกิจเคเบิล และทีวีดาวเทียม ในยุคนั้น ก็คือ แข่งการนำช่องสัญญานมาลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งรายการส่วนใหญ่ จะดึงมาจากดาวเทียมของประเทศที่ไม่ได้บล็อกสัญญาน หรือไม่ ก็นำรายการคนอื่นมาฉายซ้ำ ถ้าผลิตเองก็จะผลิตโดยใช้ต้นทุนต่ำ เพราะฉนั้นคุณภาพของรายการจึงต่ำตามไปด้วย
พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 ที่ออกมาจึงช่วยปลดล็อคการไหลเข้าของเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของทีวี ดาวเทียม และเคเบิล ยุคใหม่
เมื่อกำแพงที่ขวางกั้นการเติบโตของเคเบิลทีวี และ ทีวีดาวเทียม ถูกทลายลง จึงทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ มีทุนที่จะสร้างสรรค์รายการดีๆ ให้มีคุณภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เพราะคนดูส่วนใหญ่จะมาจากเคเบิลทีวีท้องถิ่น ที่รับสัญญาณของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไปออกอากาศอีกทอด
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า กฏหมายผ่านอย่างเดียว(พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551)จะทำให้ธุรกิจเคเบิ้ล และทีวีดาวเทียมแจ้งเกิดได้สำเร็จ แต่จะต้องมีองค์ประกอบหลอมรวม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนให้ธุรกิจทั้งระบบเดินไปข้างหน้าได้
ชาลอต บอกว่า องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่ 1.การรวมตัวของผู้ประกอบการเคเบิ้ล ของสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย แม้แต่เดิมจะมีสมาคมอยู่แล้ว แต่การขับเคลื่อนให้เกิดการรวมตัวกัน เพื่อจำนวนการต่อรอง และปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ได้มีความชัดเจนขึ้นในวาระที่นายเกษม อินทร์แก้ว เป็นนายกสมาคม ได้แก่การกำหนดช่องตายตัว 20 ช่องแรก คือช่อง 20-40 และกำลังจะขยายไปอีกประมาณ 20 ช่อง ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่จังหวัด หรือเขตใด ก็ใช้ช่องหมายเลขเดียวกันในการรับชมสถานีนั้นๆได้
การกำหนดช่องมีความสำคัญมาก เพราะแต่เดิมผู้ประกอบการธุรกิจเคเบิล 500 ราย กำหนดช่องกันเอง เช่น รับชมช่อง ABC ในจังหวัดหนึ่งเป็นช่อง 1 รับชมจังหวัดอื่นอาจจะเป็นช่อง 15 หรือ 30 หรือ 70 ทำให้ยากที่จะเกิดความภักดีในแบรนด์ช่องนั้นๆ และยากแก่การวัดผลการรับชม ซึ่งมีผลต่อการโฆษณา นอกจากนี้สมาคมยังมีการร่วมมือกับเอเยนซี และบริษัทวัดเรตติ้ง ในการพัฒนาเรตติ้งเหมือนฟรีทีวี ซึ่งจะมีผลต่อการขายโฆษณา
2.เอเยนซี มีความสนใจที่จะกระจายเม็ดเงินจากฟรีทีวีไปสู่สื่ออื่นๆ มากขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาเอเยนซีพบว่า การปิดทีไอทีวี ทำให้อัตราการเติบโตของการโฆษณาทางทีวีเกิดการติดลบ นั่นหมายถึงรายได้ของเอเยนซีต้องหดหายลงไปด้วย จึงมีความจำเป็นต้องหาสื่อใหม่ๆ ซึ่งสื่อใดจะดีกว่าทีวีทางเลือกอย่างเคเบิล/ดาวเทียม เพราะเจ้าของสินค้าคุ้นเคยอยู่กับการลงโฆษณาทางโทรทัศน์ และเม็ดเงินก็จะสามารถเพิ่มได้อย่างเป็นสาระสำคัญ และกระจายไปสู่ตลาดแมส ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของเจ้าของสินค้า
“เอเยนซีมองว่าโฆษณาทางทีวีดาวเทียมหรือเคเบิ้ลทีวีเป็นเรื่องนอกโลกไม่เข้าใจ และไม่สนใจด้วยเลยมุ่งที่ฟรีทีวีเป็นหลัก แต่พอฟรีทีวีเหลือ 6 ช่อง เหลือโฆษณาได้จริงๆ 4 ช่องเท่านั้นเอง คือ 3,5,7 และช่อง 9 เลยต้องหาเวทีใหม่มาลง เพราะเม็ดเงินโฆษณาของช่องทีไอทีวีเดิมจำนวน 3 พันล้านบาทไม่สามารถจะกระจายไปยัง 4 ช่องได้ครบ แม้จะมุ่งไปยังสื่อใหม่ๆ เช่น เอาท์ออฟโฮม แอลอีดี ,บิลด์ แต่เม็ดเงินตรงนั้นก็ยังไม่มาก ที่จะชดเชยทีไอทีวีทั้งช่องไม่ได้ ดังนั้นจึงเริ่มมาให้ความสนใจกับทีวีดาวเทียม”
3.การวัดเรตติ้ง ทางสมาคมเคเบิล เอเยนซี และบริษัทรับวัดเรตติ้ง เอบีซี เนลสัน มีเดีย รีเสิร์ช ได้มีการร่วมมือกันพัฒนาให้เกิดเรตติ้งในระดับหนึ่ง เพื่อจะเริ่มลองใช้ โดยเก็บเงินจากผู้ประกอบการช่องต่างๆ ที่มาลงในช่อง20-40 เบื้องต้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ เพราะเป็นที่รู้กันในวงการว่า สื่อใดที่ยังไม่มีการสำรวจเรตติ้ง หรือ อยู่ระหว่างการพัฒนาเรตติ้ง เอเยนซีจะเลือกจากชื่อเสียง และแบรนด์ มาเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเรา เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีบริษัทแม่เป็นสถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของประเทศ ทำให้มีสายสัมพันธ์อันดับกับเอเยนซี และได้รับความเชื่อถือจากเอเยนซีด้วย”
เคเบิล ประตูสู่ตลาดแมส
เมื่อครั้งที่เท็ด เทอร์เนอร์ กำลังสร้างอาณาจักรซีเอ็นเอ็น วิสัยทัศน์ของเขาที่ยังคงอยู่จนถึงบัดนี้ก็คือ “คำสัญญาแห่งแบรนด์” ซึ่งมีพื้นฐานจากความเชื่อที่ว่า เครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการต่อผู้ชมได้อย่างเพียงพอ
ทั้งเท็ด และชาลอต ต่างมีความเชื่อตรงกัน !
แม้แนวคิดของชาลอต และ เท็ด จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่โดยหลักการ ทั้งสองคนมองเห็นสิ่งเดียวกันก็คือ ทีวีดาวเทียม เป็นทางลัดหนึ่งที่จะเข้าถึงผู้บริโภคโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ในท้องถิ่น ด้วยการใช้ดาวเทียมถ่ายทอดสู่สถานีเคเบิล
“โมเดลธุรกิจดาวเทียมของเราไม่ได้ทำเพื่อมุ่งที่จะขายจานดาวเทียม จุดประสงค์หลักของเราที่ทำดาวเทียมคือ ต้องการที่จะมุ่งไป “ตลาดแมส”โดยเราร่วมกับพาร์ทเนอร์คือสมาคมเคเบิ้ล เราเป็นเหมือนกับคอนเทนต์โพรไวเดอร์ คือเป็นผู้ที่ทำธุรกิจคอนเทนต์ มีละคร ,ภาพยนตร์ ,มีข่าวเป็นต้น ไปลงช่องทางเคเบิ้ล เพียงแต่วิธีการส่งของเราเป็นวิธีการส่งที่ยิงขึ้นดาวเทียมไทยคม 5 โดยใช้สัญญานซีแบรนด์”ซีอีโอ มีเดียออฟมีเดียส์ กล่าว
ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจดาวเทียมจึงเข้ามามากขึ้น เพื่อที่จะขอทำช่องของตัวเองลงในเคเบิล เพื่อให้เกิดความเป็นแมส หากเจ้าของโทรทัศน์ดาวเทียมไม่พึ่งเคเบิลแล้ว ก็จะประสบปัญหาการขยายธุรกิจ เพราะการพึ่งเคเบิ้ลจะช่วยประหยัดต้นทุนในการติดตั้งจานดาวเทียม เนื่องจากบ้านที่เป็นสมาชิกเคเบิลจะมีสัญญานรับดาวเทียมอยู่แล้ว รวมทั้งต้องการใช้เป็นฐานในการขายโฆษณาด้วย
“ถ้าทีวีดาวเทียม ไม่ลงในเคเบิล ผู้รับชมจะต้องมีจานเท่านั้น และมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักพันบาท ทำให้เกิดปัญหาดังเช่น เนื่องจากรายได้ต่อหัวของประชาชนคนไทยยังต่ำ การที่จะมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักพันบาท เพื่อซื้อจานรับดาวเทียมจึงเป็นภาระของผู้รับชม”
ชาลอต ให้ข้อมูลต่อว่า นอกจากการทำธุรกิจแบบ Plain Vanilla อันได้แก่การเก็บค่าสมาชิก และขายโฆษณาแล้ว ธุรกิจเคเบิลยังสามารถต่อยอดธุรกิจออกไปได้อีก เช่น การจัดอีเวนท์ หรือ การรับถ่ายทอดอีเวนท์ ที่จัดในพื้นที่ตนเอง ยกตัวอย่างเช่น แชมพูสระผม จะมีการจัดงานที่ศูนย์การค้าจังหวัดนั้น เคเบิลก็สามารถที่จะไปรับถ่ายทอดสดในช่องตนเอง เพื่อให้เกิดการรับรู้งานนั้นมากขึ้น ตรงนี้มีเดีย ออฟ มีเดียส์ อาจจะเป็นคนกลางที่จะติดต่อกับผู้ประกอบการธุรกิจเคเบิลในพื้นที่นั้นๆ ในการถ่ายทอด หรือแม้แต่การขายโฆษณาต่างๆ
“เบื้องต้นถ้าทีวีดาวเทียมขึ้นได้ เราก็จะเคลมว่า มีผู้รับชมได้ 2.5 ล้านครัวเรือน จำนวนประมาณ 10 ล้านคน เชื่อว่า เคเบิลจะโตมากเพราะค่าใช้จ่ายมันถูก เมื่อก่อนเคเบิลจ่ายเป็นหลักพัน แต่เดี๋ยวนี้จ่ายแค่ 200-300 บาทดูได้ 70-80 ช่องเช่น ตอนนี้อะไรถูกและใช้ได้ ไม่ต้องถึงกับพรีเมียม ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้จะโต เท่าที่ทราบธุรกิจเคเบิ้ลก็เกิดในปี 40 เหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม การสำรวจเรตติ้งของสมาคมเคเบิล อยู่ระหว่างเซ็ทมาตรฐานการวัด ทั้งการ เลือกวิธีวัด และ จะวัดพื้นที่ไหน โดยเริ่มจาก 20 ช่องที่กำหนดขึ้นมาเบื้องต้นก่อน ขณะนี้เพิ่งเริ่มทำการสำรวจ
“จะวัด100 หลังคาเรือน ถ้าเทียบกับฟรีทีวีอยู่ที่ 1,200 หลังคาเรือน ขนาดเลยต่างกัน ดังนั้นเรตติ้งที่ได้จึงไม่อาจเทียบกับฟรีทีวีได้ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะจำนวนหลังที่วัดมันน้อย แต่จำนวนช่องมันเยอะมาก นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น คงจะต้องมาปรับกันอีกจนกว่าจะอยู่ตัว แต่อย่างน้อยเป็นมาตรฐานที่ออกมาชี้วัดที่นำมาใช้ได้”
ชูจุดขาย “ละครรีรันช่อง 7”
โมเดล ทีวีดาวเทียม ยุคใหม่ ตามแนวคิดของชาลอตนั้น จะอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทลูกที่ชื่อว่า “มีเดีย สตูดิโอ” จำกัด โดยมีนายนุติ เขมะโยธิน อดีตดารานักร้องชื่อดังเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการ โดยจะมีช่องออนแอร์ในช่วงเริ่มต้นทั้งหมดด้วยกัน 2 ช่อง
ช่องแรก จะเป็นฟรีทูแอร์ คือ รับชมฟรีไม่คิดเงิน รูปแบบคือ สถานีข่าวเต็มรูปแบบ ซึ่งจะมีทั้งการรายงานข่าวสดตามสถานที่จริง, สารคดีเชิงข่าว และรายการข่าวประจำวัน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้ลูกค้าที่นิยมบริโภคข่าวสามารถติดตามข่าวได้ตลอดทั้งวัน โดยใช้ทีมงานจากพนักงานทีไอทีวีเก่ากว่า 40 ชีวิต ที่มีความสามารถในการทำงานเข้ามาทำงานด้านข่าวและสารคดีเชิงข่าว อาทิ เชิงชาย หว่างอุ่น บรรณาธิการข่าวและผู้ประกาศข่าว, นารากร ติยายน, ชิบ จิตนิยม, มนตรี อุดมพงษ์ และบุญญิตา งามศัพพศิลป์ เป็นต้น
ช่องที่ 2 จะเป็นช่อง ดูหนัง ดูละคร ซึ่งถือเป็นช่องหลักที่จะสามารถดึงคนดู และรายได้เข้าสู่บริษัทได้มากที่สุด เนื่องจากช่องดังกล่าวจะมีการเปิดรับสมาชิก ซึ่งจะต้องเสียค่าสมาชิกเป็นรายเดือน โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่น เป็นหลัก และกลุ่มลูกค้าตามบ้านที่สนใจ ทั้งหมดคาดว่าจะมีการเปิดให้ได้ชมในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
“สาเหตุที่ต้องเก็บเงินช่องนี้ เพราะจะมีเรื่องค่าลิขสิทธิหนังต่างๆ แต่เวลาเราเก็บค่าสมาชิกก็ต้องมองให้เหมาะสม เพราะโมเดลของเราไม่ได้มองรายได้จะมาจากการขายสมาชิก แต่รายได้ของเราจะมาจากการขายโฆษณาเป็นหลัก”
ชาลอตขยายความต่อว่า ช่องนี้จะนำเอา ภาพยนตร์ และละคร ของช่อง 7 มาออนแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเจรจากับพันธมิตรค่ายหนังอื่นๆ เพื่อนำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาเสริม นอกจากนี้ก็จะมีเบื้องหลังละคร เบื้องหลังภาพยนตร์ หรือโปรโมทภาพยนตร์อีกด้วย
“ในเมืองไทยถือเป็น Case ที่แปลก คนดูติดฟรีทีวีจนงอมแงม โดยเฉพาะละคร ซึ่งถือว่าขาดไม่ได้ แม้กระทั่งทรูวิชันส์เองก็ยังต้องนำฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องบรรจุเข้าไปไว้ด้วย ซึ่งละครรีรันของช่อง 7 ที่เราจะนำไปออนแอร์นั้น ก็จะเลือกจากละครที่ได้รับความนิยม และคนอยากจะดูอาทิ ดาวพระศุกร์ ,ปริศนา เป็นต้น”
สำหรับชื่อช่องนั้น คอนเซ็ปต์ คือจะเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกได้ ไม่ใช่คำศัพท์หรูหราหรือใกล้ตัวเกินไป เรียกง่ายๆ เช่น ช่องดีที่สุด หรือมีเดียวาวส์ ซึ่งอาจจะเป็นช่องไลฟสไตล์ มีแฟชัน ต่างๆ อย่างไรก็ตามช่องไลฟ์สไตล์นี้ คงจะเปิดเป็นเฟสต่อไป เธอวางเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 เดือน น่าจะครอบคลุมผู้ประกอบการรายใหญ่ของเคเบิ้ลได้ทั้งหมด 200 ราย
ซีอีโอ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ บอกว่า ทีวีดาวเทียมลงทุนค่อนข้างต่ำ เพราะต้นทุนทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และบุคคลากรจะใช้ทีมเดียวกับฟรีทีวี ส่วนละครต่างๆก็เป็นการรีรันจากช่อง 7 ตรงนี้แม้จะมีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ก็ไม่สูงเกินไปนัก
“ประมาณการไว้ว่า ค่าใช้จ่ายตกประมาณเดือนละ 10 ล้านบาท ต้นทุนหลักๆ จะเป็นค่าเช่าสัญญานดาวเทียมระบบหนึ่งก็ประมาณ 6 แสนบาท แต่ถ้าใช้ 2 ระบบ จะจับได้ทั้งสัญญานดาวเทียม และเคเบิล ราคาอยู่ประมาณล้านต้นๆ ที่เหลือจะเป็นค่าดำเนินการ ,ค่าผลิตรายการ ,ค่าลิขสิทธิ หนัง,ละครรีรันของช่อง 7”
ขณะที่โครงสร้างมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลากร หรือ ต้นทุนต่างๆ ไว้ทำฟรีทีวี ไม่ได้แยกเฉพาะทีวีดาวเทียม ก็เลยเฉลี่ยต้นทุนไปได้ หากแต่ค่าโฆษณาในเคเบิล หรือ ดาวเทียม จะต่างกันมาก ฟรีทีวี ช่วงไพร์ไทม์สูงสุด 5 แสนบาทต่อนาที แต่เคเบิลหรือดาวเทียม
โดยเฉพาะเวลาไพร์มไทมจะพูดกันที่หลักหมื่น หรือ แสนต้นๆ จะต่างกันมาก ดังนั้นชาลอตจึงต้องบริหารรายได้กับต้นทุนสอดคล้องกัน แม้ว่าการลงทุนค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำฟรีทีวีจะมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม แต่ในฐานะอดีตแบงเกอร์เก่า ชาลอต ก็ต้องมาคิดว่า ใช้กี่ชม.กี่คิว เพื่อแยกบัญชีให้ชัดเจน
“ที่เคยแถลงข่าวไปว่า ลงทุน 100 ล้านบาทนั้น เป็นการลงทุนซื้อ เวอร์ชวลสตูดิโอ หรือสตูดิโอเสมือนจริงประมาณ 40 ล้านบาท เหมือนกับที่ช่อง 3 ซื้อวิดีโอวอลล์ แต่เขาเป็นแค่วอลล์ข้างหลัง แต่ของเราเป็นสตูดิโอ 3 มิติเป็นบลูสกรีน จะมีความลึก ลูกเล่น และ ความสมจริงมากกว่า”
“เหมาจ่าย”กลยุทธ์หาโฆษณา
ในขณะที่ท้องตลาดกำหนดราคาขายโฆษณาเคเบิล/ทีวี ดาวเทียม คิดเวลาเป็นนาทีคล้ายกับฟรีทีวี หากชาลอตกลับมองต่างออกไป สูตรของเธอคือ การขายโฆษณาแบบแพ็กเกจเหมาจ่าย แพ็กละ 5 ล้านบาทมีระยะเวลาครอบคลุม 6 เดือน
“โฆษณาเราไม่ได้มานั่งขายเป็นนาที เพราะมันจุกจิก แล้ว ที่เขาขายกันอยู่ในปัจจุบันราคามันก็ถูกมาก นาทีหนึ่งแค่หลักพันเท่านั้น สินค้าก็จะเป็นพวกโอทอป ยาดม ยาหม่อง ยาลม เราไม่ทำอย่างนั้น เราจะขายเป็นแพ็กเกจ ระยะยาว 6 เดือน และจะพาเอเยนซีให้มารู้จัก โดยเป้าหมายสินค้าจะเป็นระดับท็อป ที่ลงในทีวี ทั้งรถ,บ้าน,สินค้าคอนซูเมอร์”
แม้เธอจะยังไม่ได้กำหนดว่าจะขายกี่แพ็ก แต่ตามแผนนั้น ถ้าทำได้ 10 แพ็กก็จะครอบคลุมได้ประมาณ 6 เดือน ปรากฏว่าสูตรนี้ได้รับความสนใจจากสินค้าเข้ามาจองบ้างแล้ว
ชาลอต อธิบายจุดเด่นของการขายในลักษณะนี้ ไม่เพียงคำณวนง่ายและได้ราคาดีเท่านั้น แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้มากมาย โดยเฉพาะการซื้อแพ็กหนึ่ง จะพ่วงไปทั้งสองช่อง ทั้งช่องข่าว และช่องละคร ซึ่งเธอเชื่อว่าช่องละคร จะเป็นตัวดึงดูดเอเยนซี และสินค้าได้เป็นอย่างดี แทนที่จะใช้ช่องข่าวแห่งเดียว
“แพ็กแบบฟาวเดอร์ คือ ผู้สนับสนุนร่วมก่อตั้งจะสามารถออกอากาศพ่วงทั้งสองสถานี เพราะถ้าบอกว่าลงได้เฉพาะช่องข่าวเฉยๆ สินค้าอาจจะไม่ซื้อ โดยจะชูละครเป็นตัวนำ เพื่อเลี้ยงช่องข่าวให้แข็งแรง แต่ฟรีทีวีจะขายแยกออกไปไม่เกี่ยวกับทีวีดาวเทียม และถ้านิวมีเดียใหม่ อย่างเช่น ทีวีอินเตอร์เน็ต และโมบาย โฆษณาที่ลงก็พ่วงออกไป 2 ทางนี้ด้วย”
ขณะเดียวกันยังมีโปรโมชันอื่นๆ เสริมอีก ไม่ว่าจะเป็นการทาร์อินสินค้า ,การจัดอีเวนท์ ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น กรณีสินค้ารถยนต์มาซื้อโฆษณา ชาลอตก็จะนำรถยนต์คันนี้เป็นตัวเดินเรื่องในจัดรายการ ซึ่งอาจจะเป็นพาหนะในการเดินทางเป็นต้นฯ
ส่วนพันธมิตรที่จะเข้าร่วมผลิตรายการนั้น ชาลอตวางโมเดลไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ เปิดให้เช่าเวลา ซึ่งจะ คิดราคาค่าเช่าเหมือนฟรีทีวี, ไทม์แชริ่ง โดยบริษัทจะมีเวลาให้ แล้วผู้ประกอบการหารายการมาลงเอง โดยจะแบ่งรายได้จากการขายโฆษณา, การร่วมผลิต และผลิตเอง 100% และการหาโฆษณามาลงเอง นอกจากนี้เธอยังต้องค้นหาช่วงเวลาไพร์มไทม์ของทีวีดาวเทียมให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้คัดเลือกรายการให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้า
“ไพร์มไทม ของทีวีดาวเทียมกับฟรีทีวีแตกต่างกัน คิดว่าควรจะสลับกัน เช่น ช่วงละครของฟรีทีวี 20.30-22.30 อย่าได้ไปหวังว่าจะเป็นไพร์ไทม์ของทีวีดาวเทียม เพราะจำนวนคนที่ดู อย่างเช่น เรตติ้งคมแฝก 20 ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาละครที่มีมา ที่ไม่ใช่ตอนจบ เท่ากับ 10 ล้านคนแล้ว คนไปอยู่ตรงนั้นหมด ไม่นับรวมทั้งช่อง 3 หรือ ช่อง 5 ที่กำลังมาแรง
คงยากที่เราจะช่วงชิงมา โดยเฉพาะไม่ใช่รายการละครที่เราจะมีในดาวเทียมนั้น ไม่ใช่ละครที่เราจะผลิตสด แต่จะเป็นละครรีรันเพราะฉนั้นมองว่าช่วงนั้นจะเป็นนอนไพร์มไทม์ของเคเบิล ดังนั้นไพร์มไทม์ของเคเบิลน่าจะอยู่ที่ประมาณ 17.00-20.30 น. ถ้าจะเอาละครดีๆมาลง น่าจะลงในช่วงนั้น”
6 เดือนข้างหน้า หลังช่องเคเบิลทีวีออนแอร์ เธอตั้งเป้าว่า มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จะต้องมีผลประกอบการในธุรกิจดาวเทียม “เท่าทุน” หรือ “กำไร” เท่านั้น โดยจะต้องไม่มีผลขาดทุนเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ขณะที่ในระยะยาว “กำไร” ในส่วนนี้จะต้อง “เพิ่มพูน” ขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ต้นทุนก็จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายทีวีดาวเทียมไม่ได้แพลนว่าจะมีรายได้ขึ้นมาเป็นสัดส่วนเท่าไร แต่พอดี กฎหมายมันผ่าน เมื่อเดือนมีนาคม เราไม่อยากเสียโอกาสก็เลยกระโดดเข้ามา แต่ช่วง 6 เดือนแรกอาจขาดทุนบ้างเล็กน้อย ที่ขาดทุนไม่ได้ขาดทุนเงินสด แต่ขาดทุนจากการที่เรานำค่าเสื่อมมาคิดรวมคอร์สตามหลักบัญชี ถ้าได้ตามนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเติบโตประมาณ 10% ของรายได้รวมคิดว่าเป็นไปได้ ต้องอย่าลืมว่าเราเสียเวลา 7 กะรัตไป บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถคุ้มทุนได้ภายในระยะ เวลาไม่นาน และจะสามารถสร้างกำไรต่อไปในอนาคตภายใน 3-5 ปี”
ทีวีดาวเทียม ยุคเรดโอเชียน
มายแชร์ มีเดียเอเยนซี ผู้วางแผนสื่อโฆษณารายใหญ่ ระบุว่า ผู้ผลิตคอนเทนท์รายใหญ่ของเคเบิลทีวีในปัจจุบัน มีอยู่ 5 รายด้วยกัน ได้แก่ ไลฟ์ ทีวี, เอเอสทีวี, มีเดีย คอม, เน็กซ์สเต็ป และเอ็มวีทีวี
ขณะที่กรุ๊ปเอ็ม มีเดีย เอเยนซี่ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่ง เชื่อว่า เคเบิลทีวีและแซตเทลไลต์ทีวี จะเพิ่มขึ้นถึง 25% ในอนาคตอันใกล้ เฉพาะในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 50-100% มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดังกล่าวประมาณ 100 ล้านบาท
เช่นเดียวกับนายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ทำนายว่า ภายใน 2 ปีนับจากนี้ จำนวนผู้ชมจะเพิ่มเป็น 5 ล้านครัวเรือน และ 9-10 ล้านครัวเรือน ภายใน 5 ปี จากปัจจุบัน ที่มีผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นประมาณ 500 รายทั่วประเทศ และมีผู้ชมเคเบิลทีวี ประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน
และเขาคาดว่า ถึงสิ้นปีนี้จะมีช่องทีวี ดาวเทียมภาษาไทยเพิ่มขึ้นอีก 20 ช่อง จากเดิม 50 ช่อง และสิ้นปีหน้าจะเพิ่มอีกกว่า 100 ช่อง โดยเป็นการลงทุนทั้งจากผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ อาทิเช่น มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จะเปิด 2 ช่อง ทีวีพูล 1 ช่อง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะเปิด 3 ช่อง คือ ช่องละครซิทคอม เพลง และวาไรตี้
นั่นหมายความว่า ตลาดทีวีดาวเทียม และเคเบิล ไม่ใช่บลูโอเชียน อีกต่อไปแต่กำลังจะเป็น “เรดโอเชียน” ด้วยการเข้ามาของผู้ประกอบหน้าใหม่ทั้งรายใหญ่และรายเล็ก
ปัญหาคือ ชาลอตจะทำอย่างไร ให้กลุ่มเป้าหมาย จดจำช่อง และ บริโภคข้อมูล ท่ามกลางช่องเคเบิลนับร้อยๆช่อง?
“การแข่งขันของทีวีดาวเทียม ไม่ใช่แข่งกันแค่ 6 ช่องเหมือนฟรีทีวี แต่เป็นการแข่งขันกันเป็นร้อยช่อง ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างฐานผู้ชมเป็นอันดับแรก ตรงนี้ เนชันแชนนัล , เอเอสทีวีได้เปรียบ เราคงต้องใช้เวลา 3-5 ปี หากจะให้เกิดปรากฏการณ์ล้มช้าง ดังบางประเทศ เช่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ที่อุตสาหกรรมเคเบิ้ลกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ ”เธอยอมรับ
การรุกเข้าสู่ทีวีดาวเทียมรอบนี้ ชาลอตเตรียมตัวมาอย่างดี แม้จะไม่มีสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค แต่สิ่งที่เธอทำก็คือ การหาข้อมูลจากผู้ประกอบการโดยตรง และสิ่งที่เธอพบก็คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคประเภทเคเบิล หรือ ดาวเทียมจะแตกต่างจากฟรีทีวี เพราะรายการของฟรีทีวีในหนึ่งช่อง แต่ละวันจะมีหลากหลาย มีทั้งรายการเด็ก ข่าว สตรี ละคร วาไรตี้ ตามไลฟสไตล์ของกลุ่มผู้ชม
แต่ทีวี ดาวเทียม ที่มีเป็นร้อยช่อง “ผู้บริโภคจะไม่จำช่วงเวลาแล้ว” สิ่งที่เขาจะจำคือ ถ้าจะดูหนัง หรือ ละครจะดูช่องไหน จะดูข่าวจะดูช่องไหน ดูกีฬาช่องไหน ดังนั้นเคเบิ้ลหรือดาวเทียมควรจะเป็นช่องเฉพาะในเรื่องนั้นๆ เพราะมันยากเกินไปที่คนจะจำว่าช่วงไหนมีรายการอะไร เนื่องจากมีเป็นร้อยๆช่อง
“เราโชคดีที่มีละครช่อง 7 ตรงนี้มันโดนอยู่แล้ว เราคงต้องทำการตลาด โปรโมชัน ต้องจับมือกับผู้ทำธุรกิจด้วยโดยเฉพาะช่องเคเบิ้ล ที่เราอาศัยช่องของเขาออกรายการ เช่น ถ้าใครเพิ่มจำนวนสมาชิกได้มาก หรือมีเรตติ้งมากขึ้น เราก็จะมีรางวัล หรือ เราอาจจะมีรางวัลไปจนถึงผู้ชม รวมถึงต้องทำแอดเวอร์ไทซิ่งโปรโมชันตรงนี้ต้องเตรียมงบไว้ทำด้วย ประมาณ 5-10 ล้านบาท เรามีรายการช่อง 7 ด้วยก็อาจจะเป็นโฆษณาพลอยได้ อาจจะมีรถแห่ หรือ โฆษณาในวิทยุท้องถิ่น หรือออกในเคเบิ้ลอื่น มีอีเวนท์เป็นต้น”
ใช้วิกฤติสร้างแบรนด์
ถ้าซีเอ็นเอ็นโด่งดังเป็นพลุแตกจากสงครามอ่าวเปอร์เชียในปี 1989 อัลจาซีรา สถานีข่าว จากกลุ่มโลกอาหรับ ที่ไม่เคยมีใครรู้จัก กลับแจ้งเกิดได้ จากบทสัมภาษณ์ Exclusive บิลลาดิน ไม่แปลกถ้าชาลอต จะนำช่องข่าวเดินรอยตามโมเดลดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างแบรนด์ระยะยาวให้กับสถานีดาวเทียม
“เราคิดว่าการสร้างช่องข่าวนั้น เหตุการณ์จะเป็นผู้สร้างฮีโร่ เช่น ตอนสึนามิ ช่องที่ทำได้ดี คือ ช่องที่ลงพื้นที่ทันควัน ช่องนั้นก็จะเกิดทันที ในยามปกติการแข่งขันอาจจะสูสี แต่เมื่อไรเกิดวิกฤติขึ้นมา จะเห็นได้ว่าทีมนั้นเป็นอย่างไร”
สิ่งที่เธอทำก็คือ จะลงทุนซื้อรถโอบี สำหรับลงพื้นที่ทำข่าว อาจไม่ใช่รถคันใหญ่ครบชุดเพราะราคาเป็นร้อยล้าน แต่จะเอาแค่พอมีอุปกรณ์ส่งสัญญานได้ ราคาไม่กี่ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเวลามีเหตุการณ์ต่างๆ
“เราตั้งใจไว้ว่าแม้จะเป็นแค่ช่องข่าว แต่ต้องเซ็ทมาตรฐานให้สูง เช่น รายการเจาะเกาะติด จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทีวีดาวเทียม โดยใช้เทคนิคเวอร์ชวล ที่ลงทุนไป 40 ล้านบาท ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับเป็นการอ่านข่าว โดยการเปิดหนังสือพิมพ์อย่างเดียว คู่แข่งก็จะเข้ามาง่าย ถ้าเราทำมาตรฐานสูง ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและบุคคลากรเกรดเอ คนที่เข้ามาภายหลัง ก็จะลำบาก”
ชาลอตย้ำว่า เป้าหมายสถานีในช่วงแรกขอติด 1 ใน 3 ก็พอแล้ว อย่างไรก็ตามเธอยืนยันว่า สถานีข่าวดาวเทียมของมีเดียออฟมีเดียส์แตกต่างจากเนชันแชนนัล และเอเอสทีวี
“สิ่งที่จะทำให้แตกต่างก็คือ โปรดักชัน การผลิตของเราจะเป็นซีเอ็นเอ็น หรือ บีบีซีของต่างประเทศไปเลย ด้วยการลงทุนในอุปกรณ์ และเวอร์ชวลสตูดิโอ ไม่ใช่แบนๆ แบบนั่งอ่านข่าวเฉยๆ แต่ว่าจะมีกราฟฟิคเข้ามาประกอบให้สนุก เราทุ่มทุนแม้กระทั่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา จะยิงสดจากสหรัฐเลย เพราะเราจะส่งคนไปอยู่ที่ คงพูดยากนะว่าจะใช้เวลาเท่าไรจึงจะประสบสำเร็จ จะต้องดำเนินการไปสักพักหนึ่งก่อน แล้วดูว่ามีการรับรู้มากแค่ไหน คนชอบเราไหม ต้องมีเวลาปรับแต่ง คาดว่าน่าจะเลย 3 เดือนหลังจากเริ่มออกอากาศไปแล้ว”
สู่บันเทิงครบวงจร
ซีอีโอ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ กล่าวถึงเป้าหมายในใจว่า ในปี 2552 จะเป็นปีที่ “ยอดเยี่ยม” ที่สุดของบริษัทหลังจากในปีนี้ จากการหันมาทำสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมในไตรมาส 4 เชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีช่องทางเพิ่มรายได้จากค่าโฆษณา และมีกำไรสุทธิมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้ต้นทุนลดลงอีกด้วย
ความจริงปีที่ "ดีที่สุด" ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในปี 2550 เพราะมีเดียมีรายการใหม่หลายรายการ เช่น รายการประเภทวาไรตี้ 3 รายการ ได้แก่ "มหานคร" "เมืองสำราญ" "เส้นทางเศรษฐี" และละครซิทคอม "เฮฮาหน้าซอย" เป็นต้น แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองไม่สู้ดีนัก
ปัจจุบัน มีเดีย ออฟ มีเดียส์ มีรายการทั้ง หมด 11 รายการ โดยออกอากาศ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ทั้งหมด แบ่งเป็น ผลิตเอง 7 รายการ ได้แก่ 7 กะรัต, เส้นทางเศรษฐี, เฮฮาหน้าซอย, สารคดี 1 นาที และการ์ตูน 3 เรื่อง, บริหารเวลา 2 รายการคือ ชิงร้อยชิงล้าน และ ภาษาปาร์ตี้ และบริหารเวลาโฆษณา 2 รายการ คือ ข่าวเที่ยงของช่อง 7 และละคร
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ประมาณ 10-20% จากปี 2550 ที่ผ่าน มามีรายได้ 900 ล้านบาท ถือได้ว่าเติบโตมากกว่าสื่อธุรกิจโทรทัศน์ที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% เท่านั้น เนื่องจากบริษัทจะมีเวลาผลิตรายการโทรทัศน์เพิ่มขึ้นจาก 846 นาที เป็น 1,086 นาที หลังจากได้ยื่นเสนอรายการกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 อีกประมาณ 2 รายการ แบ่งเป็นรายการสาระเชิงข่าว 1 รายการ และรายการเชิงสืบสวนสอบสวน 1 รายการ คาดว่าจะสามารถเริ่มออกอากาศในไตรมาส 4
อนาคตอันใกล้ ชาลอต ตั้งเป้าหมายว่าจะรุกเข้าไปสู่ นิวมีเดีย ตัวอื่นๆ อีก เช่น ทีวี อินเตอร์เน็ต ,ทีวีโมบาย เนื่องจากระบบไอทีที่ลงทุนไปสามารถแยกส่งข้อมูลไปได้ทันที โดยไม่ต้องจัดหาทีมงานใหม่มาตัดต่อข้อมูลเพื่อส่งไปตามนิวมีเดียเหล่านี้
“ละครคงไม่ลงอินเตอร์เน็ต เพราะมีโอกาสโดนก็อปปี้เยอะมาก แต่จะใส่ข่าวไปก่อน ส่วนโมบาย จะคุยกับโอปอเรเตอร์ก่อน คือ คุยกับเอ็นจิ้นที่รับทำแปลงตรงนี้ไปเข้ามือถือ แล้วบริษัทนี้จึงจะไปคุยกับบริษัทมือถืออีกทีหนึ่ง ขณะเดียวกัน คือ มีคนทำมือถือแบบดูทีวีได้ ตรงนี้ไม่ต้องแปลงแล้ว จะเป็นช่องข่าวอย่างเดียวเหมือนกัน คาดว่าจะเปิดตัวได้เร็วๆนี้ ส่วนโฆษณาก็แถมพ่วงไปหมด ในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะมาดูอีกครั้งหนึ่งว่า เรตติ้ง กระแส และการมองเห็น เป็นอย่างไร”
เป้าหมายของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ นั้น ชาลอต วางไว้ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงครบวงจร อะไรที่เกี่ยวกับบันเทิงก็พร้อมที่จะทำ ไม่ใช่แค่เพียงผลิตคอนเทนต์ป้อนช่อง 7 บันเทิงครบวงจรในความหมายก็คือ มีทุกอย่าง ทั้งโชว์ จัดกิจกรรม อีเวนท์ เอเยนซี ทำภาพยนตร์ ผลิต ละครเวที หรือ จัดคอนเสิร์ต ที่ผ่านมา มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ก็เคยทำมาแล้วสมัยที่นำ “เรน” เข้ามาเมื่อปี 2549
ชาลอตทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่วางไว้นี้ ทีวี ดาวเทียม จะเป็นฮาร์ดแวร์ สำคัญ ในการต่อยอดคอนเทนต์ของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ทั้งหมด เพราะถ้ามีทุนมากพอจะเปิดกี่ช่องก็ได้ เนื่องจากไม่มีสัมปทานเหมือนกับฟรีทีวี
โดย บิสิเนสไทย [31-7-2008]