ท่ามกลางวิกฤตพลังงานของประเทศไทย และโลก ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพลังงานในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลพลังงานของชาติต้องออกมา Take Action เพื่อลดความตื่นตระหนก และสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ที่ผ่านมาแผนระยะสั้นในเบื้องต้นได้ใช้กลไกการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุ้มราคาขายปลีกน้ำมัน เป็นการบรรเทาการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดดให้ปรับขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่รับมือไม่ไหว แถมยังส่งผลให้กลไกการตลาดบิดเบี้ยวอีกต่างหาก
ในฉบับนี้ "BusinessThai" ฉายเดี่ยวสัมภาษณ์พิเศษ "พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไขปริศนาทางรอดที่ยั่งยืนของพลังงานไทย "วาระแห่งชาติพลังงานไทย" จะมุ่งไปทางใด "พลังงานทดแทน" ตอบโจทย์วิกฤตพลังของได้จริงหรือไม่....
-Road Map พลังงานไทยภายใต้นโยบายและการกำกับดูแลของท่านจะมุ่งไปในทิศทางใด
Road Map พลังงานของประเทศไทยจะมุ่งไปที่การพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว เพราะจากบทเรียนที่เราได้รับในภาวะวิกฤตราคาน้ำมัน และการนำเข้าน้ำมันคิดเป็นเงินมูลค่าหลายล้านล้านบาท จะส่งข้าวออกมากเท่าใดก็ไม่สามารถนำเงินมาชดเชยการนำเข้าน้ำมันได้ จึงคิดว่าเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องพึ่งพาตนเองให้เร็วที่สุด ถือเป็น Flag ship พลังงานไทย
ภายแผน Road Map พลังงานไทยจะมุ่งทางด้านใดบ้างนั้น ประกอบด้วย 1.ด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในการผลิตประมาณ 65% ได้จากก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน 16%, พลังงานจากน้ำ 7%, น้ำมันเตา 1.9% และพลังงานทดแทน 5.5%
สำหรับการวางเป้าหมายไว้ในปี 2564 จะเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มไปเป็น 10% และลดการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลือ 40%, เพิ่มการใช้ถ่านหินเป็น 20%, พลังงานจากน้ำเพิ่มเป็นประมาณ 20% เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพไม่ต้องมีความเสี่ยงด้านราคาที่ผันแปร ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเต็มกำลังการผลิตทำให้ตอนนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 3% และคาดว่าจะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการผลิตในประเทศที่เต็มกำลัง
นอกจากนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงพลังงานได้ออก "แผนแม่บทพลังงานทดแทนแห่งชาติ" ระยะยาวใช้เวลาในการดำเนินโครงการ 15 ปี โดยคาดหวังว่าถ้าลงไปในรายละเอียดของแผนแม่บทจะลงไปถึงพลังงานเล็กในชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มการใช้พลังน้ำเพิ่มมากขึ้น
เท่านั้นยังไม่พอกระทรวงพลังงานยังมีแผนการเพิ่มพลังงานทดแทนขึ้นอีกเท่าตัวจากจาก 5.5% มาเป็น 10% ในปี 2565 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่จะจะยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ในระยะยาว
ทางด้านก๊าซธรรมชาติถ้าเรามีการค้นพบอยู่ในระดับปัจจุบันจะสามารถใช้ได้อีก 26-30 ปี แต่ถ้าโชคดีสามารถค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเราก็จะสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติได้นานขึ้น
แต่ปัจจุบันความก้าหน้าของเทคโนโลยีสามารถนำพลังงานชีวมวลมาใช้ในการผลิตประแสไฟฟ้าได้อีก เช่น พลังงานชีวมวลจากแกลบ เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตนอกจากจะขายไฟฟ้าให้กับกฟผ.แล้ว กระทรวงพลังงานยังจ่ายเงินชดเชยเพิ่มให้อีก (Added Cost) นอกจากนี้จะส่งเสริมการใช้พลังงานลม, พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานจากขยะ
ที่จะเกิดได้อีกอย่างหนึ่งในปี 2564 คือ พลังงานนิวเคลียร์ เมื่อเวลาที่พลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นในประเทศไทยจะสามารถมาทดแทนพลังงานไฟฟ้าได้อีก 10% ปัจจุบันได้กำหนดระยะเวลาการศึกษาความพร้อมทั่งบุคลากร กฎหมาย เทคโนโลยี และอุตสากรรม ภายใต้กรอบมาตรฐานของ IAEA หลังจากนั้นจะทำการประชาพิจารณ์เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน ถ้าได้รับการยอมรับจากประชาชน แล้วมาพิจารณาผลดีที่จะเกิดกับประเทศชาติ เมื่อเกิดขึ้นจริงก็จะได้พลังงานเพิ่มขึ้นมาปีละ 2,000 เมกะวัตต์ ในปี 2564 จะเพิ่มเป็น 4,000 เมกะวัตต์ ชดเชยพลังงานไฟฟ้าได้ 10% ถ้าได้รับการยอมรับและโครงการเกิดขึ้นได้จริง

-นโยบายเร่งด่วนและนโยบายเชิงรุกของกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับพลังงานที่ยั่งยืนในภาคต่างๆมีมิติอะไรบ้าง
สำหรับการวางเป้าหมายการใช้พลังงานจากก๊าซ LPG ผู้ใช้จะเป็นภาคครัวเรือน ที่ไม่มีทางเลือก และอุตสาหกรมปิโตรเคมี ที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มนยำรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า เนื่องจากเป็นพลังงานมีราคาแพง
ในภาคอุตสาหกรรมกระทรวงพลังงานได้วางเป้าหมายให้ผู้ประกอบการมาใช้ NGV นอกจากนี้ยังจะเป็นการดึงปริมาณการใช้ LPG ที่มีอยู่จำนวนมากให้หันมานิยมใช้ NGV มากขึ้น ข้อดีของ NGV อีกประการหนึ่งยังสามารถใช้กับอุตสาหกรรมได้ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับการวางแผนส่งเสริมการใช้ NGV ไปถึงปี 2555 ด้วยการขยายท่อส่งก๊าซ NGV ให้ครบทุกภาคครอบคลุมผู้ใช้บริการ
ภาคอีสานขยายท่อหลักไปถึงนครราชสีมา, ขยายจากพระนครศรีอยุธยาไปถึงนาครสวรรค์, ภาคตะวันตกก็มาถึง จ.ราชบุรีแล้ว, ภาคใต้จากกรุงเทพฯ ไปถึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทางใต้สุดพื้นที่ จ.ยะลา -จ.ปัตตานี จะวางท่อก๊าซจากแหล่งจะนะเข้ามาเสริมอีกทางหนึ่ง ซึ่งการขยายแนวท่อครั้งนี้จะส่งเสริมภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ตามแนวท่อก๊าซมากขึ้น
ทางด้านภาคขนส่ง ถ้าจะให้ได้ผลดีจะต้องทำให้ระบบขนส่งมวลชนมาใช้พลังงานทดแทนไปพร้อมกัน ณ ปัจจุบันการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่งมีความก้าวหน้าในระดับผู้นำในภูมิภาค เพราะประเทศไทยมีศักยภาพทั้งไบโอดีเซล ในปี 2550 มีปริมาณการใช้ 50 ล้านลิตร/วัน แต่ปัจจุบันได้ลดลงมาที่ 47 ล้านลิตร/วัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมเพิ่มแรงจูงใจให้มาใช้ไบโอดีเซล B5 ด้วยส่วนต่างภาษีสรรพสามิตจากไบโอดีเซล B2 เหลือ 0.001 บาท
ดังนั้นนโยบายส่งเสริมการน้ำมันไบโอดีเซลของกระทรวงพลังงานจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับจำนวนวัตถุดิบที่มีอยู่ภายในประเทศ เพราะไบโอดีเซลวัตถุดิบที่ได้มาจากนย้ำมันปาล์มเป็นส่วนใหญ่ยังมีความสับสนในเรื่องของปริมาณการผลิต ถ้าเร่งส่งเสริมเร็วเกินไปก็จะเกิดภาวะแย่งวัตถุดิบกับภาคอาหาร ซึ่งปัจจุบันได้สนับสนุนไบโอดีเซล B100 ในราคาที่สูงทดแทนการส่งออก แต่เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลขายในราคาที่ถูกกว่าต้นนทุน เพราะจริงๆ แล้วการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนภาครัฐจะต้องลงทุนนำร่องเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่บราซิลเองใช้ไอโอดีเซล B3 เท่านั้น โดยใช้วัตถุดิบจากถั่วเหลือง ซึ่งไปแย่งพืชอาหารที่ต้องรักษาสมดุลให้ได้
-มีนโยบายพลังงานทดแทน และการออกมาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจกับผู้บริโภคและผู้ผลิตรถยนต์เพื่อแก้วิกฤตพลังงานอย่างไร
หากเป็นแก๊สโซฮอล์ สำหรับประเทศไทยมีวัตถุดิบเหลือเฟือ ณ ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเอธานอลที่ได้รับใบอนุญาติแล้ว 45 โรงงาน เดินเครื่องผลิตแล้ว 11 โรงงาน มีกำลังผลิตเอธานอลเต็มที่ 1.5 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ใช้อยู่จริง 7-8 ล้านลิตร/วัน ยังมีเอธานอลเหลืออีกเกือบครึ่งหนึ่ง ถ้าเปิดการผลิตอีก 11 โรงงานในปี 2552 จะมีเอธานอลเข้าสู่ระบบรวมเป็น 3 ล้านลิตร/วัน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตจากกากน้ำตาล (โมลาส) มีเพียง 1 โรงที่ผลิตจากมันสำปะหลัง เมื่อมันสำปะหลังราคาดีกว่าจึงหยุดผลิตไป
ปัจจุบันรัฐบาลลดภาษีรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เหลือ 25%, รถยนต์ NGV เหลือ 20% และอีโค่คาร์เหลือ 17% โดยตอนแรกตั้งเป้าจะนำเข้ารถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 จำนวน 50,000 คัน แต่มีการตอบรับจากประชาชนมากจึงปรับตัวเลขการนำเข้าเป็น 60,000 คัน ในปี 2551 ทำให้รัฐบาลมีนโยบายเสนอน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือก เนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบที่จะผลิตเอธานอลเหลือเฟือ เพื่อพยุงราคาน้ำมัน และช่วยเหลือเกษตรกร ที่สุดก็จะนำไปสู่พืชพลังงานเกษตร (Argro Energy) และจะลดภาษี E85 เหลือ 20% เท่ากับ NGV จะเพิ่มแรงจูงใจเข้ามาอีกทางหนึ่ง
แม้ไฮบริดก็น่าสนใจ แต่ไม่สอดคล้องกับวัตถุดิบที่ประเทศไทยมีอยู่
-ผลการไปดูงานที่ประเทศบราซิลสามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง
จากที่ไปดูงานเรื่องพลังงานที่ประเทศบราซิลมาเมื่อเดือนที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่รัฐบาลส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ถือได้ว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่ต้องมาดูว่าเทคนิคการจูงใจให้ส่งเสริมให้เกิดจะต้องมีอะไรบ้าง รถยนต์ FFV ที่ใช้ E100 ได้เป็นผลมาจากการวางนโยบายพลังงานแห่งชาติเกี่ยวกับเอธานอลใช้เวลา 5 ปี เป็นการปลดล็อกพลังงานของบราซิลครั้งสำคัญ
หลังจากรายงานผลการไปดูงานครั้งนี้ให้กับคณะรัฐมนตรีรับทราบ คณะรัฐมนตรีให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจและมาเป็นประธานด้วยตัวเอง เพราะต้องมีการบูรณาการกับอีกหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
-ผลการดำเนินนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาสามรถลดการใช้พลังงานได้มากน้อยเพียงใด
นับตั้งแต่ต้นปี 2551 ในเดือนมกราคมมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเชลทั้งสิ้น 53 ล้านลิตร/วัน ขณะที่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล 43 ล้านลิตร/วัน ลดลง 13.9%
น้ำมันเบนซิน เดือนมกราคมปี 2551 มีปริมาณการใช้ 19.4 ล้านลิตร/วัน เดือนมิถุนายนมีปริมาณการใช้ 16.9 ล้านลิตร /วัน ลดลง 13%ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 ในเดือนมิถุนายนมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 55% ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้ลดลง 4.3% ขณะที่ NGV และ LPG พลังงานยอดฮิต มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 200% และ 19.6% ตามลำดับ
สำหรับการใช้ไฟฟ้าก็ลดลงเช่นกันปี 2550 ใช้ไฟฟ้ารวม 22,586 เมกะวัตต์ ขณะที่ตัวเลขล่าสุดปี 2551 มีปริมาณการใช้ไฟฟ้า 22,586 เมกะวัตต์ ไม่มีช่วงเวลาใดที่ใช้ไฟฟ้าพีคเหมือนช่วงที่ผ่านมา
ชี้ให้เห็นว่านโยบายการใช้พลังงานของรัฐบาลประสบความสำเร็จดเป็นที่น่าพอใจ โดยที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม วาระแห่งชาติจะต้องเร่งให้เร็วที่สุด เพราะเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ "ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด" เป็นสำคัญ เพื่อให้ไปสู่การบูรณาการอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน สามารถยืนผงาดด้วยลำแข้งของตัวเองในระยะยาว